ภาษีสรรพสามิต 2569 และทิศทางราคารถ EV – Hybrid ปีนี้
หลังจากที่มีการปรับภาษีสรรพสามิต ในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นแล้วว่ามีการปรับฐานภาษีสรรพสามิตพอสมควร โดยเฉพาะรถที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ที่ยิ่งปล่อยสูงมากเท่าไหร่ ฐานภาษีสรรพสามิตก็ยิ่งสูงขึ้นมากขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้น มาดูกันว่าฐานภาษีสรรพสามิตปี 2569 นี้ เปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน พร้อมวิเคราะห์ทิศทางราคารถ EV และรถยนต์ Hybrid หลังมีการปรับภาษีใหม่ปีนี้!
เลือกอ่านตามหัวข้อ
อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ปี 2569
สำหรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ปี 2569 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งรถยนต์ BEV และรถยนต์พลังงานทางเลือกอื่น ๆ โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ดังนี้

1. รถยนต์ไฟฟ้า BEV
สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน ที่วิ่งด้วยแบตเตอรี่ 100% หรือที่เรียกกันว่า BEV มีการปรับฐานภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 2% โดยรถยนต์ไฟฟ้าลดลงจาก 8% ส่วนลดกระบะไฟฟ้าเพิ่มจาก 0% เป็น 2% ตามลำดับ
2. รถยนต์ PHEV
- รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 80 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง ฐานภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5%
- รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนต่ำกว่า 80 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง ฐานภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 10%
- รถที่วิ่งด้วยเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร ฐานภาษีสรรพสามิตในอัตรา 30%
3. รถยนต์ MHEV และ HEV
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 6%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 9%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 14%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 19%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 24%
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 40%
4. รถยนต์ ICE หรือรถยนต์สันดาป
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 13%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 22%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 25%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 29%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 34%
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร ฐานภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 50%

ทิศทางราคารถ EV หลังปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปี 69
หลังมีการปรับเพดานภาษีสรรพสามิต 2569 สำหรับรถยนต์ประเภทต่าง ๆ กันแล้ว ก็สามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่า ราคารถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือรถยนต์ชนิดต่าง ๆ จะมีการปรับราคาขึ้นจากปี 2568 ที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย
แต่ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ในกลุ่มตลาดรถมือสองที่มีความผันผวนของราคา โดยเฉพาะรถรุ่นเก่า ๆ ที่ปล่อยมลพิษสูง ที่อาจมีราคาขายต่อลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก หรือรถที่ใช้เทคโนโลยีสะอาดแทน เพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ยกตัวอย่างค่ายรถยนต์ยอดนิยมอย่าง BYD ที่ล่าสุดมีการปรับเพิ่มราคารถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ดังนี้
- BYD SEALION 7 ราคาเพิ่ม 190,000 บาท ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,264,000 บาท
- BYD M5 ราคาเพิ่ม 160,000 บาท ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 909,900 บาท
- BYD DOLPHIN ราคาเพิ่ม 150,000 บาท ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 599,900 บาท
- BYD ATTO 3 ราคาเพิ่ม 150,000 บาท ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 849,900 บาท
- DENZA D9 ราคาเพิ่ม 255,000 บาท ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 2,154,900 บาท

เช่นเดียวกับทาง GWM Thailand ที่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการอัปเดตแผนการตลาดและการวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ว่าจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างน้อย 5 รุ่น พร้อมยืนยันว่า จะมีการปรับขึ้นราคารถยนต์ไฟฟ้า 100% หลังสิ้นสุดโครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ที่นำมาสู่ต้นทุนของราคารถยนต์ จึงทำให้ต้องปรับราคาจำหน่ายรถในกลุ่ม BEV อย่างแน่นอน
และอีกหนึ่งค่ายที่น่าจับตาก็คือ GEELY ที่ถึงแม้จะมีการคงราคาเดิมของ GEELY EX5 เอาไว้ แต่ในรุ่นอื่น ๆ อย่างเช่น GEELY EX2 ก็มีการปรับเพิ่มจากเดิมเช่นกัน โดยราคารถที่เพิ่มขึ้นนั้นอยู่ที่ราว ๆ 30,000 บาท เช่นเดียวกับทาง ChangAn ที่ก็มีการปรับราคารุ่น Lumin DC ในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2569 เพิ่มมา 10,000 บาท ซึ่งการปรับเพิ่มราคารถยนต์ BEV ของหลาย ๆ ค่าย ก็เป็นผลมาจากการสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 ที่ทำให้มีอัตราภาษีสรรพสามิตปี 2569 ที่สูงขึ้นนั่นเอง

สรุป
จากทิศทางของราคารถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งกลุ่ม EV หรือแม้กระทั้งรถสันดาป ซึ่งเป็นผลกระทบของฐานภาษีสรรพสามิตปี 2569 นี้ ก็น่าจะคาดเดาได้ไม่ยากว่า ในปีนี้ตลาดรถยนต์ในไทย จะมีผู้ใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้มีแค่รถ BEV เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่ม Hybrid และ PHEV ที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งในไทยและภาพรวมตลาดรถของโลกปีนี้ เพราะมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า ตอบโจทย์ผู้ที่ยังมีความกังวลเรื่องระยะทางในการขับขี่ และการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะเวลาเดินทางไกล



