BLOGBLOG
back

EV Range Extender (EREV) คืออะไร อีกหนึ่งทางเลือกของคนใช้รถ

รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในไทย ที่กำลังมาแรงในปีนี้ก็คงหนีไม่พ้น EV Range Extender หรือ EREV ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างรถ EV และไฮบริด เพราะฉะนั้น มาทำความรู้จักกับรถยนต์ EREV ว่าคืออะไร มีรุ่นไหนบ้างที่จำหน่ายรถ EREV ในไทย แล้วหากเทียบกับ REEV ต่างกันอย่างไรบ้าง

รถ EREV คืออะไร?

รถยนต์ไฟฟ้า EREV มาจากคำว่า Extended-Range Electric Vehicle คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพียงแต่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าและชาร์จแบตเตอรี่ร่วมด้วย เพื่อแก้ปัญหาเมื่อแบตรถ EV ไม่เพียงพอ ลดปัญหาหรือความกังวลเรื่องแบตรถหมดกลางทาง หรือที่เรียกว่า Range Anxiety เพราะมีเครื่องยนต์ที่ช่วยทำให้รถวิ่งต่อได้ไกลขึ้น ไม่ต้องหาจุดชาร์จทันทีที่แบตเตอรี่ใกล้หมด

การทำงานของรถ EREV

  • ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100%
  • หากแบตเตอรี่ใกล้หมด เครื่องยนต์จะทำหน้าที่แทน
  • เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ชาร์จแบตเพื่อให้มอเตอร์ทำงานต่อไปได้
รถ EREV คืออะไร

ข้อดี – ข้อจำกัด ของรถไฟฟ้า EREV

1. ข้อดีของรถ EREV

  • วิ่งไกลมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป โดยบางรุ่นวิ่งได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตร เช่น Deepal S05 EREV ที่เมื่อเติมน้ำมันและชาร์จเต็ม สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 1,234 กม.
  • ลดความกังวลของการใช้รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าล้วน หรือรถกลุ่ม BEV ที่ใช้แบตเตอรี่ 100%
  • ไม่มีปัญหาเรื่องระยะทางการขับขี่ที่จำกัดเทียบเท่ากับรถไฟฟ้า เพราะมีเครื่องยนต์ทำงานแทน
  • หากแบตเตอรี่ใกล้หมดก็สามารถขับขี่ต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยทันที
  • ตอบโจทย์ผู้ที่ใช้รถเดินทางไกลบ่อย ๆ รวมถึงการเดินทางไปต่างจังหวัด ที่อาจมีจุดชาร์จน้อย
  • ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เช่น ความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องน้อยกว่ารถสันดาปทั่ว ๆ ไป และยังมีค่าชาร์จไฟที่ถูกเป็นทุนเดิม
  • ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยไม่ปล่อยมลพิษ มีสมรรถนะเหมือนรถไฟฟ้าทุกประการ
  • ลดเสียงรบกวน โดยเฉพาะมลภาวะทางเสียงบนท้องถนน และยังช่วยลดปัญหาโลกร้อน รวมถึงการปล่อย CO2 และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้
ข้อดี - ข้อจำกัด ของรถไฟฟ้า EREV

2. ข้อจำกัดของรถ EREV

  • มีความซับซ้อนของระบบมากกว่ารถ BEV ที่ใช้ไฟฟ้า 100% หรือแม้แต่รถสันดาปทั่ว ๆ ไป เพราะใช้ 2 ระบบควบคู่กัน
  • มีการบำรุงรักษา 2 ระบบ คือ ระบบไฟฟ้า และระบบของเครื่องยนต์สันดาป  
  • ต้นทุนการผลิตสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้ระบบใดระบบหนึ่ง ส่งผลให้มีราคาที่สูงกว่ารถ BEV ทั่วไป
  • ปัจจุบันรถ EREV ในไทยยังมีตัวเลือกน้อย หากเทียบกับรถยนต์กลุ่ม BEV หรือแม้แต่กลุ่ม PHEV  
  • ยังคงมีการปล่อยมลพิษอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเครื่องยนต์ทำงานเพื่อปั่นไฟ ก็ถือว่าเป็นการใช้น้ำมันและปล่อยไอเสียออกมา
  • เมื่อเครื่องยนต์ทำงานอาจมีเสียงเครื่องยนต์แทรกเข้ามา ทำให้ความเงียบของห้องโดยสารลดลง หรือาจมีการสั่นสะเทือนบ้างเพียงเล็กน้อย
ข้อดี - ข้อจำกัด ของรถไฟฟ้า EREV

เทียบความต่างระหว่างรถ EREV กับ REEV

อีกหนึ่งกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือกที่มีความใกล้เคียงกันก็คือ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ที่มีคำนิยามเหมือน ๆ กันคือ “เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มระยะทางวิ่งได้” แน่นอนว่า คำถามต่อมาคือ ระหว่างรถ EREV กับ REEV ต่างกันอย่างไร? ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งสองคำนี้มีหลักการที่เหมือนกัน แต่เป็นคำเรียกของแบรนด์หรือค่ายรถยนต์ที่เรียกต่างกันเท่านั้น เพราะหากดูที่ตัวระบบและการทำงานแล้ว เหมือนกัน 100% เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกรถ EREV หรือ REEV สุดท้ายก็คือรถชนิดเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อเรียกนั่นเอง

เทียบความต่างระหว่างรถ EREV กับ REEV

ความน่าสนใจของรถ EREV ในตลาดรถ EV ไทย

แน่นอนว่า ความน่าสนใจของรถยนต์ไฟฟ้า EREV นั้น หากกล่าวเฉพาะในบริบทของเมืองไทย ก็คือการเป็นเหมือนทางสายกลางของผู้ที่ต้องการใช้รถยนต์ EV แต่มีความกังวลเรื่องระยะทางและจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charging Station ที่ในบางพื้นที่อาจจะยังมีจุดชาร์จที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด ที่บางจังหวัดมีจุดชาร์จรถเพียงไม่กี่ที่เท่านั้น

นอกจากนี้ รถ EREV ในไทย ก็เริ่มมีตัวเลือกมากขึ้นในปี 2026 นี้ โดยมีทั้งแบรนด์สัญชาติจีนและญี่ปุ่น เช่น BYD,  Deepal, GAC และ Avatr ซึ่งที่ผ่านมาทาง Mazda ก็เปิดตัว EZ-60 ที่มีให้เลือกทั้งแบบ BRV และ EREV เช่นกัน เรียกได้ว่ารถยนต์กลุ่ม EREV ในไทยขณะนี้ ก็เริ่มมีตัวเลือกมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งรถที่น่าสนใจสำหรับผู้ขับขี่รถที่กำลังมองหารถยนต์พลังงานทางเลือก

ความน่าสนใจของรถ EREV ในตลาดรถ EV ไทย

สรุป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้บริโภคจะเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วก็ต้องพิจารณาจากความเหมาะสมและการใช้งานจริงของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังลังเลระหว่างรถ BEV และรถ EREV ที่ไม่ใช่แค่การดูจากสเปกรถหรือระยะทางในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังต้องดูไปถึงความคุ้มค่าในระยะยาว และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ใช้งานรถได้ยาวนาน และตอบโจทย์ความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง